ภาพจาก วัดชูจิตธรรมาราม พระอารามหลวง

วันที่ 26 ตุลาคม 2561 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ณ พระอุโบสถ วัดชูจิตธรรมาราม พระอารามหลวง หมู่ 1 ต.สนับทึบ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่ง มูลนิธิมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย และผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันจัดขึ้นเพื่อถวายปัจจัยสมทบทุนค่าภัตตาหาร และการศึกษาของพระสงฆ์ สามเณร รวมถึงทำนุบำรุงศาสนสถาน

วัดชูจิตธรรมาราม พระอารามหลวง ตั้งอยู่ใน มหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย มี พระราชวัชราภรณ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เป็นสถานศึกษาของพระภิกษุ สามเณร ซึ่งมาจากทั่วทุกภาคของประเทศ

ภาพจาก วัดชูจิตธรรมาราม พระอารามหลวง

โดย พระราชวัชราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดชูจิตธรรมาราม พระอารามหลวง ได้กล่าวว่า “การทอดกฐินนั้น เป็นพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่โยมให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เมื่อพระภิกษุจำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว วัดต่างๆ ก็จะประกอบพิธีนี้ขึ้น ซึ่งตามพุทธบัญญัติ พระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้ถวายผ้ากฐินหลังออกพรรษาแล้วภายในระยะ 1 เดือน (ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จนถึง 15 ค่ำ เดือน 12) การทอดกฐินนั้น ปีหนึ่งมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เรียกว่าเป็น กาลทาน

 พระราชวัชราภรณ์กล่าวต่อไปว่า วัดชูจิตธรรมมาราม อยู่ในความดูแลของมูลนิธิมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย และมูลนิธิสิรินธร โดยวัดแห่งนี้เป็นสถาบันการศึกษาของคณะสงฆ์ ที่จัดให้มีการสอนทั้งทางโลกและทางธรรม ตามพระดำริของ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อุฏฺฐายีมหาเถร) วัดมกุฏกษัตริยาราม

ภาพจาก วัดชูจิตธรรมาราม พระอารามหลวง

“พระองค์มีพระดำริที่จะสร้างสถาบันการศึกษาของสงฆ์เห่งนี้ขึ้น เพื่อให้พระภิกษุ สามเณร ได้เข้าเรียนหลักธรรมพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นศาสนทายาทในการเผยแผ่พระศาสนาต่อไป แต่ถ้าเรียนทางธรรมอย่างเดียว อาจจะไม่เพียงพอ พระองค์ทรงปรารภให้มีการเรียนการสอนในสายสามัญด้วย เพื่อให้พระภิกษุ สามเณร นำความรู้ทางโลกและทางธรรมจากหลักสูตรของสถาบัน ไปเผยแผ่พระศาสนาได้สะดวกยิ่งขึ้น

“ปัจจุบัน ถ้าพระศึกษาธรรมะอย่างเดียว โดยไม่ได้ศึกษาวิชาการทางโลก เดี๋ยวจะพูดกับชาวบ้านไม่รู้เรื่อง สถาบันแห่งนี้จึงให้ความรู้ทั้งสองด้าน ทั้งทางธรรม และสายสามัญ (ทางโลก) หลังจากจากพระภิกษุจบไปแล้ว นอกจากเผยแผ่พระศาสนาในประเทศ ยังเผยแผ่พระศาสนายังต่างประเทศอีกด้วย”

โดยในปัจจุบัน วัดชูจิตธรรมาราม มี วัดพุทธบารมี ที่ไต้หวัน เป็นวัดสาขา เพื่อต่อยอดการศึกษาของพระภิกษุสามเณร ที่จะไปปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ เมื่อศึกษาจบในระดับชั้นต่างๆ ของมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัยแล้ว

ภาพจาก วัดชูจิตธรรมาราม พระอารามหลวง

ลำดับต่อมา ศาสตราจารย์ หิรัญ รดีศรี ประธานมูลนิธิมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย ได้กล่าวว่า วัดชูจิตธรรมาราม ก่อตั้งขึ้นจากพระดำริ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อุฏฺฐายีมหาเถร) วัดมกุฏกษัตริยาราม

พระองค์ทรงสร้างวัดนี้ขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจน ให้สามารถเรียนต่อชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายได้ โดยทางวัดจะดูแลค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ของศาสนาสถานและสถาบันทางการศึกษาแห่งนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย และมูลนิธิสิรินธร

วัดชูจิตธรรมาราม พระอารามหลวง ในมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย เปิดรับพระภิกษุสามเณรเข้าศึกษา เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2516 เริ่มแรกใช้ชื่อว่า สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย สาขาวังน้อย เป็นที่รู้จักของประชาชนโดยทั่วไปว่า วิทยาลัยสงฆ์วังน้อย  ต่อมาได้ขอตั้งเป็นวัดชื่อ วัดชูจิตธรรมาราม

วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2520 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขณะดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชทานพระนามาภิไธย มหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย และทรงพระราชทานพระนามาภิไธย่อว่า ม.ว.ก. ภายใต้สีมาธรรมจักร พร้อมทั้งพระราชทานสุภาษิตว่า วชิรูปมจิตฺโต สิยา (พึงเป็นผู้มีจิตแกร่งประดุจเพชร) ให้เป็นตราประจำวิทยาลัย

พระราชวัชราภรณ์ เจ้าอาวาสวัดชูจิตธรรมาราม พระอารามหลวง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกฐิน

1. ความเป็นมา

ในสมัยพุทธกาล ภิกษุชาวเมืองปาฐาประมาณ 30 รูป ถือธุงดงควัตรอย่างยิ่งยวด มีความประสงค์จะเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่กรุงสาวัตถี จึงพากันเดินทางไป พอถึงเมืองสาเกตก็เป็นวันเข้าพรรษาพอดี จึงต้องจำพรรษาอยู่ที่นั่นตามพระวินัย

ครั้นออกพรรษาแล้ว ก็รีบเดินทางไปเฝ้า ระหว่างทางฝนตก หนทางเป็นโคลนตม ต้องบุกลุยไปจนถึงกรุงสาวัตถี ได้รับความลำบากมาก ครั้งได้เฝ้าฯ ภิกษุได้ทูลถึงความตั้งใจและความยากลำบากในการเดินทางให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าจึงทรงมีพระพุทธานุญาตให้พระภิกษุผู้จำพรรษาครบถ้วนแล้วกรานกฐินได้ ซึ่งเป็นพิธีฝ่ายภิกษุที่ได้รับมอบผ้ากฐิน แล้วนำผ้าที่ได้ไปตัดเย็บย้อมทำเป็นจีวร

ศาสตราจารย์ หิรัญ รดีศรี ประธานมูลนิธิมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย

2 ความหมาย

กฐิน มีความหมายเกี่ยวเนื่อง 4 ความหมาย ได้แก่

ความหมายที่ 1 เป็นชื่อของกรอบไม้ ที่เป็นแม่แบบสำหรับทำจีวร เรียกว่า “สะดึง” เนื่องจากสมัยพุทธกาลการทำจีวรให้มีลักษณะตามกำหนด กระทำได้ยาก จึงต้องทำกรอบไม้สำเร็จรูปไว้ให้เป็นอุปกรณ์ในการทำผ้านุ่ง (สบง)  , ผ้าห่ม (จีวร) , ผ้าห่มซ้อน (สังฆาฎิ)

ความหมายที่ 2 เป็นชื่อของผ้าที่ถวายแก่สงฆ์เพื่อทำจีวร ซึ่งผ้านี้จะเป็นผ้าใหม่ ผ้าเก่าฟอกสะอาด หรือผ้าบังสุกุล (ผ้าที่เขาทิ้งแล้ว) ก็ได้

ความหมายที่ 3 เป็นชื่อของบุญกิริยา คือ การทำบุญถวายผ้ากฐินเพื่อให้สงฆ์ทำเป็นจีวร ซึ่งต้องเป็นพระสงฆ์ผู้จำพรรษาอยู่ในวัดใดวัดหนึ่งครบ 3 เดือน เพื่อสงเคราะห์ผู้ประพฤติชอบให้มีผ้านุ่งหรือผ้าใหม่ผลัดเปลี่ยนของเก่าที่จะขาดหรือชำรุด

การทำบุญถวายผ้ากฐินหรือที่เรียกกันติดปากว่า ทอดกฐิน ก็คือการทอด หรือวางผ้าลงไป แล้วกล่าวคำถวายท่ามกลางสงฆ์ และต้องทำหลังจากออกพรรษา ภายในระยะเวลา 1 เดือน ถ้าทำก่อนหรือหลังไม่ถือว่าเป็นกฐิน

ความหมายที่ 4 เป็นชื่อของสังฆกรรม คือ กิจกรรมของสงฆ์ที่จะต้องมีการสวดประกาศขอรับความเห็นชอบจากที่ประชุมสงฆ์ ในการมอบผ้ากฐินให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง

3. ประเภทของกฐิน

3.1 กฐินหลวง

แบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

กฐินที่กำหนดเป็นพระราชพิธี

พระเจ้าแผ่นดิน เสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐินด้วยพระองค์เอง หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้พระบรมวงศานุวงศ์ หรือ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ไปถวาย ณ วัดสำคัญๆ 16 วัด คือ (1) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร (2) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร (3) วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร (4) วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร

(5) วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร (6) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร (7) วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร (8) วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร

(9) วัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร (10) วัดมกุฎกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร (11) วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร (12) วัดราชโอรสาราม กรุงเทพมหานคร

(13) วัดพระปฐมเจดีย์ นครปฐม (14) วัดสุวรรณดาราราม พระนครศรีอยุธยา (15) วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ พระนครศรีอยุธยา (16) วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก

กฐินต้น

พระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดที่มิใช่วัดหลวง และมิได้เสด็จไปอย่างเป็นทางการ หรืออย่างเป็นพระราชพิธี แต่เป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลส่วนพระองค์

กฐินพระราชทาน

พระเจ้าแผ่นดินพระราชทานผ้าของหลวงแก่ผู้ที่กราบบังคมทูลขอพระราชทาน ไปถวายยังวัดหลวง นอกเหนือจากวัดสำคัญ ๑๖ วัด ที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้

เพราะปัจจุบันมีวัดหลวงเป็นจำนวนมาก จึงเปิดโอกาสให้กระทรวง ทบวง กรม ตลอดจนคณะบุคคลต่างๆ ขอพระราชทานผ้าพระกฐินไปถวายได้

3.2 กฐินราษฎร์

ประชาชนผู้มีศรัทธานำผ้ากฐินไปถวายตามวัดต่างๆ ยกเว้นวัดหลวง 16 วัดที่กล่าวไว้แล้ว มีชื่อเรียกต่างๆ ดังนี้

กฐิน หรือ มหากฐิน

เป็นกฐินที่ราษฎรนำไปทอด ณ วัดที่ตนศรัทธา ผ้าที่เป็นองค์กฐินจะเป็นผืนเดียวหรือหลายผืนก็ได้ จะเย็บแล้วหรือไม่ก็ได้ แต่ปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นผ้าสำเร็จรูปแล้ว และนิยมถวาย บริวารกฐิน ไปพร้อมกับองค์กฐินด้วย เช่น เครื่องอุปโภคบริโภคของพระภิกษุสงฆ์

จุลกฐิน

เป็นกฐินที่ต้องทำด้วยความรีบเร่ง เดิมเรียกแบบไทยๆ ว่า กฐินแล่น เจ้าภาพที่จะทอดกฐินประเภทนี้ได้ ต้องมีผู้ช่วยงานจำนวนมาก เพราะต้องเริ่มตั้งแต่ปั่นฝ้ายเป็นด้าย ทอด้ายให้เป็นผ้า ตัดผ้าและเย็บผ้าเป็นจีวร ย้อมสี โดยต้องทอดภายในวันนั้น และพระสงฆ์ก็ต้องกรานกฐินและอนุโมทนาในวันนั้นๆ ด้วย สรุปคือ เป็นกฐินที่ต้องทำทุกอย่างให้เสร็จภายในวันเดียว

กฐินสามัคคี

เป็นกฐินที่มีเจ้าภาพหลายคนร่วมกัน ไม่จำเป็นว่าใครบริจาคมากน้อย แต่มักตั้งเป็นคณะทำงานขึ้นมาดำเนินการและมีหนังสือบอกบุญไปยังผู้อื่น เมื่อได้ปัจจัยมา ก็จัดผ้าอันเป็นองค์กฐินรวมทั้งบริวารกฐินไปทอด ณ วัดใดวัดหนึ่งที่จองไว้

กฐินตกค้าง

ในท้องถิ่นที่มีวัดจำนวนมาก อาจจะมีวัดตกค้าง จึงมีผู้มีจิตศรัทธาเสาะหาวัดดังกล่าว แล้วนำกฐินไปทอด ซึ่งมักจะเป็นวันใกล้สิ้นเทศกาลกฐิน หรือวันสุดท้าย

4. ความแตกต่างระหว่างการทอดกฐิน กับทอดผ้าป่า

สรุปให้เข้าใจได้โดยง่ายก็คือ พิธีทอดกฐิน เป็นงานบุญที่มีเพียงปีละครั้ง เป็นกาลทาน แปลว่า “ถวายตามกาลสมัย” ต้องถวายภายในระยะเวลา 1 เดือน (1 ค่ำ เดือน 11 – วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12) หลังจากออกพรรษาเเล้ว ส่วนทอดผ้าป่า สามารถถวายได้ตลอดปี

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก กระทรวงวัฒนธรรม


เครดิตข้อความ WorkPoint

ขอบคุณ : อาจารย์เฉลิมชัย ไวยชิตา

ช่างภาพ : วีราวัฒน์ ยะสมจิตร์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *